วันอาทิตย์ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

The Martian หนังเสริมกำลังใจ ถ้านายแน่จริงนายต้องผ่านปัญหาไปให้ได้สิ (Spoiler)

เอาแบบฉบับย่อ ใครยังไม่ได้ดู ผมแนะนำครับ เป็นหนังที่เสริมกำลังใจสำหรับคนที่รู้สึกว่าชีวิตมันยากไปหมด ได้ดีมากๆ ดูแล้วมีพลังฮึดขึ้นมาอีกเยอะเลย หลังจากนี้ไปอาจจะมีสปอยล์นะครับ



โอเค มาว่ากัน Martian เป็นหนังที่ผมไม่คิดจะดูเลยเพราะว่า ดูจาก Trailer แล้วมันทำให้นึกไปถึงหนังแบบ Gravity มากๆ และตอนนั้น Gravity ก็พึ่งออกมาได้ไม่นาน ไม่เท่านั้น Matt Demon ก็พึ่งเล่น Interstellar ไปหมาดๆ เลยคิดว่าจะมีอะไรให้ดูกันนะ ก็เลยข้ามไป 

น้องซื้อดีวีดีมาดู โอว์ ขึ้นอันดับหนังที่ชอบเลยครับ ชอบทัศนคติของพระเอกมาก ตอนแรกผมหงุดหงิดพลางสงสัยนิดหน่อยว่า ทำไมเรื่องนี้ไม่มีความเป็น Ridley Scott เลย ภาพที่ฉูดฉาดก็ไม่มี ความอลังการแบบ Exodus Gods and Kings หรือ Kingdom of Heaven ก็ไม่มีให้เห็น หนังเล่าไปเรื่อยๆ มาก จนบางขณะเหมือนดูสารคดี จนพอดูไปเรื่อยๆ ถึงรู้ว่า นี่คือสิ่งที่ถูกออกแบบไว้ตั้งแต่ต้น 

Martian คือหนังชีวิตของผู้ชายคนหนึ่ง ที่ต้องต่อสู้ฝ่าฝันอุปสรรคเพื่อให้มีชีวิตรอด ซึ่งผมเชื่อว่าเป็นสิ่งที่ผู้คนส่วนใหญ่ของสังคม ประสบพบเจอกันอยู่ในชีวิตประจำวัน เพียงแต่ว่า หนังถูกย้ายไปสู่ ดาวอังคาร ไม่ใช่ในสังคมเมืองที่เราอยู่เท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นการเล่าเรื่องชีวิตให้ได้ผลที่สุดก็คือการเล่าไปแบบเรื่อยๆ ไม่ต้องแต่งเติมอะไรมา ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวมันจะติดน้ำเน่าไปซะเยอะ



แต่ผมไม่ได้บอกว่าหนังเรื่องนี้มีความสมจริงนะครับ หนังเรื่องนี้เป็นหนัง Feel Good ที่พยายามเล่าในรูปแบบที่ดูไม่แต่งเติม เพราะว่าสิ่งที่พระเอกเป็น ในแง่ทัศนคติที่ว่า ค่อยๆ แก้ปัญหาไป ไม่ย่อท้อ ไม่เวทนาตัวเอง ซึ่งทัศนคติที่ตรึงคนดูไว้ได้อยู่หมัด สำหรับผม มันมีลักษณะของ Utopia อยู่ประมาณหนึ่ง แตกต่างจาก Cast Away หรือ Gravity ที่ถึงแม้จะมีความแฟนตาซีสูงกว่า แต่มีความเป็นมนุษย์จริงๆ อยู่เยอะกว่า มันจะเป็นไปได้ยังไง สำหรับคนหนึ่งคนที่ไม่ได้เจอใครเลยเป็นเวลานานมาก แล้วจะไม่เกิดอาการจิตหลุดออกมา 

แต่ความไม่สมจริงของพระเอกนี่แหละคือสิ่งที่ผมชอบมากๆ ทัศนคติของพระเอก คือทัศนคติที่ทุกคนอยากเป็น (โดยเฉพาะคนที่ต้องเผชิญกับปัญหา) คือ ไม่หวั่นไหวไปกับอารมณ์ของตัวเอง สงบนิ่ง วางแผน คิดคำนวน ทำตามแผน โดยไม่ไหวติงไปกับสิ่งที่เกิดขึ้น ผมรู้สึกว่าตัวละครแบบพระเอก เป็นสิ่งที่คนสมัยนี้ที่ทุกคนต่างอยากจะเป็น Entrepreneur อยากจะมี อยากจะครอบครอง เป็นคุณลักษณะของผู้ชนะ คือการสามารถไปถึงเป้าหมาย โดยวางแผนและเพียรทำไปเรื่อยๆ 

จุดที่ทำให้ผมรู้สึกว่า Martian ประสบความสำเร็จโดยแท้จริง คือจุดที่เราไม่อยากให้พระเอกต้องตาย และไม่เท่านั้น เราไม่อยากให้ทุกคนที่ไปช่วยพระเอกต้องตายเหมือนกัน เราเป็นห่วงตัวละครต่างๆ ถ้าหนังทำได้แบบนี้ แสดงว่า วิธีการเล่าเรื่องที่แบบนิ่งๆ ที่วางแผนไว้ได้ผลมากๆ หนังไม่ได้เป็นแค่หนังที่ดูเพื่อความบันเทิงอีกต่อไปแล้ว แต่กลายมาเป็นเรื่องเล่าที่เราประทับใจ เข้าไปมีส่วนร่วม และ บางทีมันอาจจะเป็นกลายมาเป็นทัศนคติ ที่เรายึดถือ ในที่สุด 

ถ้าคุณเจอปัญหาในชีวิต ลองเอาวิธีแบบพระเอกไปใช้ดูครับ 
1. ไม่ดราม่ากับตัวเอง ตั้งมั่น อย่าปล่อยให้ตัวเองเอนไหวไปตามอารมณ์ 
2. คิดหาวิธีแก้ปัญหา ใช้ความรู้ที่มีทั้งหมด ประเมินสถานการณ์ ออกแบบ วิธีแก้ไข เลือกมัน 
3. ทำตามแผน อย่างใจเย็นๆ รอให้สิ่งที่วางแผนไว้มัน ทำหน้าที่ของมัน อย่าเปลี่ยนแผน อย่าหวันไหว 


เขียนไปเขียนมา นี่มัน Plan Do Check Action ที่เคยเรียนนี่หว่า ! 
หนังดีมากครับ ใครหมดกำลังใจแนะนำเลยครับ

Page https://www.facebook.com/maewginoreview/

วันศุกร์ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

รีวิว Beyond Earth เกม Civilization ที่เล่นง่ายที่สุดใน Series ไม่แย่เหมือนที่นักวิจารณว่า

ผมเป็นแฟน Civilization มาตั้งแต่ภาคสาม และก็เป็นเรื่อยมา เป็นเกมหนึ่งที่เล่นติด เล่นนาน และเล่นมั่วมาก (ฮ่า) ภาคที่ชอบที่สุดคือ ภาคสี่เพราะว่ามันคลาสสิคในแง่ เพลง Wonder และวิธีการนำเสนอของเกม เมื่อภาค 5 ออกมา ตอนนั้นไม่มีคอมพิวเตอร์ที่สเปคถึง เลยพึ่งได้มาเล่นจริงจังเมื่อสักปีที่แล้วนี่เอง รู้สึกดี แต่ก็ไม่ประทับใจเท่าภาคที่สี่ พอภาคใหม่ออกมา Beyond Earth ก็ไม่ได้สนใจมาก เพราะว่าสื่อทุกแขนง ประโคมว่ามันห่วยมาก รับไม่ได้ อีกทั้งหน้าฉาก มันยังเป็นสงครามนอกโลก ซึ่งผมดูแล้วไม่น่าใช่แนวก็เลย ไม่ได้ซื้อจนเมื่อ Steam มาลดราคา ไม่กี่วันที่ผ่านมา เห็นลดเยอะ แล้วยังสามารถคืนได้ถ้าไม่ชอบ เลยลองจัดดู ผมก็คือ ผมชอบเกมนี้มากครับ !


สำหรับคนที่ไม่เคยเล่นขอเกริ่นนิดๆ ว่า CIV เป็นเกมแนวผลัดกันเดินเหมือนหมากรุกที่มีผู้เล่นได้ถึง 8 คน ที่ให้คุณเริ่มต้นพัฒนาชนชาติของคุณตั้งแต่เกิดอารยธรรมไปจนคว้าชัยชนะได้ โดยเงื่อนไขของชัยชนะมีหลายแบบเช่น ยึดเมืองหลวงของคู่แข่งทั้ง 8 ให้หมด หรือสร้างสิ่งมหัศจรรย์สุดยอดได้ก่อน คิดง่ายๆ ว่ามันเหมือนหมากรุกก็ได้ครับ แต่มันมีความซัลซ้อนกว่าเพราะว่า คุณต้อง ตัดสินใจหลายอย่างตั้งแต่สร้างสิ่งก่อสร้างในเมือง, คิดเรื่องเทคโนโลยีว่าจะวิจัยอะไร, สร้าง Unit อะไรดี เช่นคนงาน หรือทหาร, ตัดสินใจทางการฑูตเช่นเปิดพรหมแดน, ทำสงคราม, จารกรรมข้อมูล, เปลี่ยนศาสนา และอื่นๆ อีกมากมาย จะเห็นว่ามันยุ่งเหยิงมาก เพราะฉะนั้นเกมเลยใช้เวลานานในการเล่น เร็วที่สุดที่น่าจะจบได้คือประมาณ 200 Turns ซึ่งน่าจะกินเวลาไปประมาณ 4 ชั่วโมง


หลังจากเล่นแบบติดต่อกันต่อเนื่องไม่หยุดไม่ยั้งนอนตีสองตีสาม (ไม่ไหวนะ) พบว่าสาเหตุที่ชอบมีดังนี้ครับ

1. เกมเข้าใจง่ายมาก พวก Interface ออกแบบมาดีมากเข้าใจง่าย - เหมือนที่ผมเกริ่นไว้ คือก่อนหน้านี้การเล่น Civilization มันมีความมั่วอยู่เยอะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงหลังๆ ที่เราจะพัฒนาอะไรดีเพื่อจะเอาชนะ แล้ววิธีการชนะมันก็ไม่ได้บอกแบบชัดๆ ตรงไปตรงมา แต่พอภาค Beyond Earth มันบอกหมดเลย ว่าชนะด้วยเงื่อนไขต่างๆ ต้องสร้างอะไร วิจัยอะไรบ้าง และ ที่ชอบมากคือ ระบบ Help ของมันดีขึ้นมาก เหมือน Google คือสามารถเปิดค้นหาคำต่างๆ ที่งง และ มีลิงค์ต่อไปว่า อยากได้ Unit นี้ต้องสร้างอะไรบ้าง นี่เป็นเกมแรกใน Series ที่ทำให้ผม เข้าใจแจ่มแจ้งว่าระบบต่างๆ เช่น Culture, Health, Solar Energy (เงิน) มันเชื่อมต่อกันยังไง และเราควรเน้นการเล่นไปในทางไหนเพื่อที่จะชนะ

2. ระบบการปกครองที่เข้าใจง่าย และเห็นผลชัดๆ คือก่อนหน้านี้ ในภาคเก่าๆ มันก็มีทั้งระบบ ศาสนา การปกครอง แต่ผมก็งงๆ ว่ามันเชื่อมกันยังไงกับการจะเอาชนะหรือแพ้ในเกม แต่ภาคนี้เหลือระบบการปกครองที่เรียกว่า Affinity ซึ่งคือปรัชญาในการพัฒนา อารยธรรม มีสามแนว คือแบบ หลอมรวมกับ Alien (Harmony), เลือกบางอย่างและยังมีความเป็นมนุษย์ไว้บางอย่าง (จำชื่อไม่ได้ประมาณ Supremacy), และ แบบเน้นมนุษย์เลย (Purity) การเลือกแนวทางใด แนวทางหนึ่งส่งผลชัดเจนต่อลักษณะของ Unit ซึ่งพอเล่นไปเรื่อยๆ Unit ของเราจะเปลี่ยนไป แบบชัดๆ รวมไปถึงการคงทนต่อสภาพแวดล้อม (ผมเล่นสาย Harmony) และส่งผลถึงเมืองของเราเช่น Health เพิ่ม

3. การพัฒนา Research แบบเป็นเครือข่าย - ทำให้เกมสนุกขึ้น มีทางเลือกที่หลากหลาย ไม่บังคับกันเกินไป (พอผมกลับไปเล่น CIV5 ผมไม่อินกับระบบ Technology แบบเส้นตรงอีกแล้ว

4. เราเลือกสร้างลักษณะของชนชาติของเราเองได้ เพราะฉะนั้นการเลือกลักษณะแบบนี้ทำให้เราตั้งมั่นแต่ต้นว่า เราจะเล่นแนวนี้เลย เช่นผมเน้นขยายเมืองไปเรื่อยๆ และเน้นการชนะแบบ Transcendence เพราะ ฉะนั้นตอนเลือกชนชาติ เลยเน้นเกี่ยวกับ Culture เป็นหลัก ใครเน้นเล่นทางไหนก็เน้นค่าลักษณะไปในทางนั้นได้ครับ



ดูข้อดีกันไปละ มาดูข้อเสียกันบ้าง

1. การฑูตพร่องไปมากในภาคนี้ - อย่างจะคล้ายๆ กับที่หลายสำนักรีวิวว่าไว้คือ สไตล์การเล่นของแต่ละผู้นำเหมือนกันไปหมด เราไม่มี คานธี หรือ ซีซ่าร์ ที่มีลักษณะนิสัยชัดเจนและผมรู้สึกว่าการฑูตไม่ต้องต่อรองอะไรเท่าไหร่ ไม่ต้องวางแผน เสี้ยมใครให้เกลียดใคร หรือไป Pact กับใครเหมือนภาคเก่า (เพราะไม่รู้มันจะเชื่อได้แค่ไหน) ที่เห็นใช้ได้คือระบบโจรกรรมที่ทำเงินให้ได้เป็นกอบเป็นกรรม (ฮ่า)

2. รู้สึกการเลือกสาย Affinity เหมือนเป็นการบังคับสไตล์การเล่นไปกลายๆ เช่นผมเล่น Harmony และ เน้น Culture เหมือนว่าวิธีที่เกมบอกอย่างกลายๆ คือ ถ้าอยากจะชนะต้องไปวิธีแบบ Transcendence ซึ่งอาจจะทำให้มันเหมือนเราไม่ได้คิดเอง ตัดสินใจเอง แต่เกมเป็นคนตัดสินใจให้ตั้งแต่เริ่มต้นนิดๆ เหมือนถูกวางไว้แล้ว ซึ่งผมคิดว่าสาย ฮาร์ดคอร์อาจจะไม่ชอบ

สัตว์ประหลาด และ การอับค่าป้องกันเมืองจนตียาก - อันนี้แล้วแต่คน ผมชอบสัตว์ประหลาดเพ่นพ่าน และมันฆ่าเราได้ง่ายมากๆ ในช่วงแรกๆ เพราะว่า มันได้อารมณ์แบบเราไปดาวดวงอื่นจริงๆ ทำอะไรไม่รอบคอบโดนเล่นแน่นอน (ผมเสีย Colonist ไปหลายตัวมากในช่วงการเล่นแรกๆ) ส่วนเรื่องเมืองแข็งแรงเกินไปมั้ยนี่ก็อาจใช่ ถ้าเราเน้นสายตีอาจไม่ชอบ พอดีผมเล่นสายรับ เลยชอบ (ฮ่า)

สรุป ผมเชื่อว่าใครที่ไม่เคยเล่น CIV เลย แล้วอยากเริ่มเล่น ผมว่าภาคนี้เป็นภาคที่ดีในการเริ่มต้นครับ เพราะว่าอธิบายทุกอย่างชัดเคลียร์ จะได้เห็นการเชื่อมโยงกันระหว่างสิ่งต่างๆ ในเกม ผมแนะนำมากๆ เกมยังคงลักษณะของการเล่นแล้วติดหนึบไว้อย่างเต็มที่ สำหรับเกมสั้น ใช้เวลาประมาณ 4-5 ชั่วโมงเพราะฉะนั้นเตรียมไว้เลย แต่ในทางกลับกัน ใครที่เป็นสายฮาร์ดคอร์ ผมเชื่อว่าต้องไม่ค่อยชอบเกมนี้เท่าไหร่ เพราะว่ามันดูเบาๆ เกินไป ถ้าเทียบกับภาคที่ผ่านๆ มา มันอาจจะลึกกว่านี้



ผมกำลังพิจารณาอย่างยิ่งยวดว่า จะถอย Rising Tide ดีมั้ย เหลืออีกไม่กี่ชั่วโมงแล้วใน Steam Sale แต่มันลดแค่ 25% สงสัยไปจัด Age of Wonders 3 หรือ Starships ดีกว่า ฮา

ชอบคุณที่อ่านกันมาจนจบครับ

Page https://www.facebook.com/maewginoreview/

วันพฤหัสบดีที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

Civilzation Beyond Earth เกม CIV ที่เข้าถึงง่ายที่สุด

ผมซื้อเกมนี้จาก Steam ในเทศกาลลดราคา ด้วยความไม่ได้คาดหวังมากนักว่า จะสนุกเพราะว่า โดนสื่อกระหน่ำสาบแช่ง แต่เมื่อลดถึง หกสิบกว่าปเปอร์เซนต์ เราก็ต้องลองมาจ้ดสักหน่อย และก็ผิดคาดเพราะว่าเกมสนุกกว่าที่คิดไว้มาก ถ้าใครยังกล้าๆ กลัวๆ ในการเล่น Civilization เพราะว่ามันดูน่าจะเข้าใจยาก ผมอยากแนะนำเกมนี้ครับ


เพราะว่าเกมนี้เหมือนถูกดีไซน์มาให้คนที่ไม่ชอบ CIV หรือชอบแต่รู้สึกว่ามันยุ่งเหยิงเกินไป ได้เล่นแบบเข้าใจได้ง่ายๆ ด้วย ระบบ Menu คำอธิบาย ที่ถูกออกแบบมาให้ค้นเรื่องที่เราสงสัยได้ง่ายขึ้น ระบบ สอนเล่นตอนแรก ที่ถ้าเล่นตามไปเรื่อยๆ สักเกมสองเกมก็เข้าใจได้ไม่ยาก ซึ่งมันเป็นสิ่งที่ CIV รุ่นเก่าๆ ไม่มีมาก่อน  CIV 5 พยายามทำ แต่ผมว่าก็ยังวุ่นวาย เยอะแยะไปหน่อย

นอกเหนือไปจากระบบหน้าตาที่เป็นมิตรกับผู้เล่นมือใหม่แล้ว ระบบการเล่นที่เยอะแยะ ถูกทำให้ง่ายลง เช่น ระบบ Affinity ที่มีให้คุณเลือกเพียงสามแนวทาง หรือระบบชนชาติที่เหมือนกัน ในตอนเริ่มแรก ซึ่งแตกต่างจาก CIV เก่าๆ ที่ให้คุณเลือกชนชาติที่จะนำมาซึ่งลักษณะการเล่นหรือผลประโยชน์บางอย่างที่แตกต่างกัน

ระบบการวิจัยเทคโนโลยีที่มีลักษณะเป็นเหมือนเครือข่ายดีกว่าแบบเป็นเส้นตรงเพราะว่าเรามีอิสระมากกว่าในการเลือกแนวทางการเล่นของเรา

สิ่งที่อาจจะขาดหายไปใน CIV BE คือระบบการฑูตที่ไม่ได้มีอะไรให้เลือกมากนัก (ซึ่งในภาคเสริมน่าจะมี) และระบบ Affinity ที่เหมือนจะบังคับสไตล์การเล่นของเรากลายๆ ว่าเราควรจะเล่นแนวไหน (เช่นผมเล่นแบบ Harmony และเน้นขยายเมือง ดูเหมือนว่าวิธีการง่ายที่สุดในการชนะคือ Transcendence) ซึ่งสำหรับเกมแนวกลยุทธ์แล้วนี่อาจจะบังคับกันมากเกินไป

แต่ไม่ว่ายังไงเกมนี้ยังสนุกมาก ติดงอมแงม อยากแนะนำผู้ที่อยากลองสัมผัส CIV แต่ยังขยาด ให้ลองเล่นดูครับ

วันศุกร์ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

รีวิว Hard West เกม Turn Based ที่สนุกตอนแรก ซ้ำซากตอนหลัง

ผมซื้อ Hard West มาด้วยความหวังว่ามันจะต้องเป็นเกม Turn Based คาวบอยที่มันส์แน่นอน ดูจากเกมเพลย์ที่เร้าใจในวิดิโอต่างๆ รวมทั้งผมชอบเล่น Turn Based Strategy อยู่แล้ว น่าจะมันส์ไปด้วยได้ไม่ยาก หลังจากเล่นเกมนี้ไปอยู่พักหนึ่งพบว่า เกมนี้สนุกอยู่แป๊ปเดียว อาจจะสัก สองสามชั่วโมงแรกของเกม พอหลังจากนั้น เริ่มรู้สึกว่าเกมน่าเบื่อและซ้ำซากมากๆ ซึ่งสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ไม่เกิดขึ้นกับ XCOM (หลายคนพยายามเอาไปเปรียบเทียบกัน จริงๆ มันเทียบกันไม่ได้เลยครับ Hard West มีความเป็นตัวของตัวเองประมาณหนึ่งปัญหาคือมันซ้ำซากต่างหาก)



รูปแบบการเล่นของ Hardwest แบ่งออกเป็น สองส่วนใหญ่ๆ คือ ส่วนการเล่นแบบ Turn Based ที่เป็นผลัดกันเดินระหว่างตัวเรากับคอมพิวเตอร์ เพื่อทำภารกิจต่างๆ เช่น ไปช่วยตัวประกัน หรือ ฆ่าผู้ร้ายให้หมดแผนที่ โดยก่อนเล่นเราจะสามารถเลือกได้ว่าเราจะใช้ปืนแบบไหน ใส่เกราะอะไรเพิ่มมั้ย ใส่ความสามารถพิเศษอะไรรึเปล่า (ผ่านการได้ไพ่มา) เราจะพกยาอะไรติดตัวไปในสนามรบมั้ย ซึ่งแน่นอนก็ต้องตามมาด้วย การซื้อปืน ซื้อชุด เกราะ คอยป้องกัน  



ส่วนการเล่นในแผนที่ใหญ่ ซึ่งก็คือการคลิกไปที่ต่างๆ เพื่ออ่านเนื้อเรื่องย่อยๆ และทำการตัดสินใจ เช่น จะขุดเหมืองอันนี้ด้วยวิธีใด มีหลุมลึกอยากจะเข้าไปมั้ย เราเลือกได้ ว่าจะเข้าหรือไม่ ผลลัพท์อาจทำให้เราบาดเจ็บ หรือได้เงินเพิ่ม หรือเสียเงิน ในส่วนการเล่นของแผนที่ใหญ่นี่เองที่ผมรู้สึกว่ามันน่าเบื่อมาก เพราะว่า เนื้อเรื่องส่วนใหญ่ของเกมจะเล่าผ่านตัวหนังสือเหล่านี้ให้เราอ่านและตัดสินใจ แต่การนำเสนอมันไม่น่าสนใจ ไม่เหมือนเกม RPG หลายๆ เกมที่มีตัวหนังสือเยอะ ๆ เรายังอินไปกับเนื้อเรื่องได้ แต่กับ Hard West ผมพบว่าผมค่อนข้างคลิกรัวๆ เพื่อข้ามข้อความไปเยอะมาก 

ในขณะที่ส่วนการสู้กันที่เป็นแบบ Turn Based ก็สนุกในช่วงแรกๆ เกมค่อนข้างยากมาก ต้องเล่นอย่างระวัง และ โหลดมาเล่นใหม่บ่อยมาก แต่ก็สนุก แต่พอเมื่อเริ่มคุ้นเคยกลไกของเกม ที่ต้องเข้าที่กำบัง รอคนมา หลบที่ต่างๆ ใช้พลังวิเศษ วนไปมา เกมเริ่มซ้ำซาก ไม่มีอะไรใหม่ ไม่เหมือน XCOM Enemy Unknown ที่มีความแตกต่างกันของสถานการณ์ และ Class ต่างๆ แต่ Hard West ไม่ค่อยมี (ถ้าคุณรู้สึกว่า XCOM น่าเบื่อ ซ้ำซาก เกมนี้จะยิ่งกว่านั้นมาก) ทำให้รู้สึกว่าเบื่อไม่อยากเล่นอีกต่อไป  อีกทั้งเนื้อเรื่องก็ยังเล่าผ่านตัวหนังสือที่น่าเบื่อยิ่งทำให้ไม่อยากเล่นต่อ 

คนที่น่าจะเหมาะกับ Hard West คือคนที่ชอบ Turn Based แบบเข้าไส้ อาจจะพอเล่นไปจนจบได้ แต่สำหรับเกมเมอร์ที่ไม่ใช่แนวนี้ แล้วอยากลองแนว Turn Based ผมไม่แนะนำครับ

Page https://www.facebook.com/maewginoreview/

วันพฤหัสบดีที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

คอนเซปท์ของ Razer Blade Stealth Notebook + Razer Core ฝันที่เป็นจริงของเกมเมอร์

ผมเชื่อว่าคนเป็น เกมเมอร์ หลายคนก็จะชอบหา ใช้ ผลิตภัณฑ์ที่มันเป็นเกมเมอร์เพื่อทำให้การเล่นเกมมัน "สนุก" ขึ้นอีกนิด (สนุกทางใจนะครับ เพราะว่าจริงๆ แล้วมันก็เหมือนกับการใช้ Laptop อื่นๆ ที่มีสเปคใกล้ๆ กันมาเล่นเกมนั้นแหละ แต่ทุกครั้งที่เราเล่นเกม มันเล่นบน Razer นะเฟร้ย !) Razer พึ่งออก Notebook มาใหม่ ที่น่าจะตอบโลกของเกมเมอร์ได้ดีนั่นคือ Razer Blade Stealth มันคือ Notebook ที่บางเบา หิ้วไปไหนมาไหนได้สะดวกสบาย ด้วย Spec แบบ Ultrabook ที่เล่นเกมได้นิดหน่อย (แต่ถ้าสาย Turn Based หรือ RTS หรือ MOBA น่าจะพอไหว หรือ แม้แต่ FPS เก่าๆ หน่อยก็น่าจะเอาอยู่ เน้นเบาเป็นหลัก และจอที่สามารถเลือกได้ถึง 4K



ราคา
- เริ่มที่ 999 USD หรือประมาณ 35,000 บาท ได้ SSD 128GB กับจอ 2560*1440
- 1,199 USD หรือประมาณ 42,000 บาท ได้ SSD 256GB จอ 2560*1440
- 1,399 USD หรือประมาณ 49,000 บาท ได้ SSD 256GB จอ 4K
- 1,599 USD หรือประมาณ 53,000 บาท ได้ SSD 512GB จอ 4K



ถ้าถามว่าแพงมั้ย ในรุ่นที่ต่ำสุดก็ถือว่ารับได้ แต่มันเป็น Ultrabook มากๆ SSD 128GB นี่รองรับเกมได้ไม่กี่เกม แต่ก็ต้องถามว่าเอามาทำอะไร ถ้าเอามาพิมพ์งาน เล่นเกมนิดหน่อย บนที่นอน ฮ่า แบบนี้น่าจะโอเค แล้วความละเอียดระดับ 2K นี่ไม่ขี้เหร่อเลยนะครับ (เพราะว่าตามสเปคแล้วมันน่าจะปรับที่ 720 ด้วยซ้ำ ถ้าเล่น FPS หรือ 1080 นี่ผมว่ากระตุกแล้ว) คิดว่าจอน่าจะเน้นไปที่การทำงานมากกว่า อ่านตัวหนังสือชัดขึ้น ดูวิดิโอคมขึ้นอะไรแบบนี้  ด้วย CPU 2.5 GHZ การ์ดจอที่ให้มาคือ Intel HD Graphics 520 ซึ่งไม่สูงมาก และ แรม 8 GB ทำให้เข้าใจว่า Razer ก็ไม่ได้ วาง Blade Stealth ไว้ที่ Notebook เล่นเกมเลย ยกเว้นอัพตัว CPU ให้สูงไว้ เพื่อเอาไว้ใช้กับ Razer Core



Idea หลักๆ ของ Razer คือ Blade Stealth เป็น Ultrabook ที่สามารถใช้ทำงาน Office ทั่วๆ ไป และสามารถเอามาเล่นเกมที่บ้านได้ โดยทีเกมเมอร์ไม่ต้องมีสองเครื่องคือ Desktop และ Notebook หรือยอมซื้อ Notebook ราคาแพง แต่หนักมากเอาไว้เล่นเกม และไม่สะดวกในการหอบไปมา ทั้งๆ ที่เวลาไปทำงานก็ทำแค่งานเอกสารเท่านั้น Blade Stealth น้ำหนัก 1.25 กิโล หรืออาจจะเรียกได้ว่าหนักประมาณ Macbook Air ซึ่งดีพอที่จะหอบไปไหนมาไหนแบบไม่เป็นภาระได้ Battery Life อยู่ที่ 8 ชั่วโมง ในรุ่น จอปกติ (2560*1440 - QHD และ 6 ชั่วโมงในรุ่น 4K) ซึ่งผมว่านานเพียงพอ ไม่ต้องหอบปลักไปด้วยซึ่งหนักมาก


เมื่ออยู่บ้านเราก็เสียบ Razer Blade Stealth กับ Razer Core ผ่าน Thunderbolt 3 ซึ่งเจ้า Core นี้เราสามารถซื้อการ์ดจอแยกเช่น Nvidia หรือ AMD อะไรก็ได้ที่มันแรงแบบถึงใจ และเสียบ Keyboard เมาส์ หูฟัง และอื่นๆ ผ่าน Core (ถ้าเป็นของ Razer หมดจะดูแฟนบอยขึ้นอีก ฮ่า) อีกทั้งเราสามารถเสียบ HDD ผ่านเจ้า Core นี่ได้ มี USB มาให้ทั้งหมด 4 อัน น่าพอสำหรับ Mouse, Keyboard, Controller, หูฟัง และแน่นอนต่อจอของเรา ซึ่งจะเป็น 4K ก็ได้ ผ่านการ์ดจอที่เราเลือก



ณ จุดนี้ราคาของ Core ยังไม่ออก แต่ฟังดูไม่น่าแพงมาก เพราะว่ามีแค่ตัวฐานที่เป็นสี Chroma, USB, และ Slot การ์ดจอ แต่ฟังดูเหมือนฝันมากๆ เพราะมันเป็นการรวมกันระหว่างสิ่งที่เราสามารถโมดิฟายมันได้ ซึ่งเกมเมอร์และชาว PC น่าจะชอบ ในขณะเดียวกันมันก็ดูทำได้ง่ายไม่ยุ่งยากเหมือนประกอบคอมเอง และมันดูสวยอีกด้วย



Razer ประเทศไทย (เปิดตัวแล้วนะครับ) ยังไม่มีรายละเอียดและยังไม่เอาเข้ามา และไม่รู้ว่าราคาที่แท้จริงจะเป็นเท่าไหร่ แต่ถ้าเป็นที่ผมว่ามา น่าสนใจเพราะว่าสามารถค่อยๆ ซื้อไปได้ ซื้อแยกไปทีละชิ้น แต่ถ้าแพงระยับแบบมากกว่าราคาที่ US เกือบเท่าตัวนี่ก็ไม่ไหวเหมือนกัน ก็ได้แต่หวังว่าราคาจะโอเค ถ้ามาจริงๆ คงเดือดร้อนกันยกใหญ่ในการทำเรื่องตั้งงบแน่นอน ฮ่า



Page https://www.facebook.com/maewginoreview/