วันพฤหัสบดีที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2559

รีวิว 10 Cloverfield Lane เจเจ นายหลอกกินตังค์เราเหรอ ? C 6.4/10

รีวิว 10 Cloverfield Lane เจเจ นายหลอกกินตังค์เราเหรอ ? C 6.4/10
ชอบ :
- การแสดงที่น่าสนใจของ จอห์น กู้ดแมน
- หนังเต็มไปด้วยลายเซนต์ของ เจเจ อับบรามสมัยทำทีวีซีรี่ส์ Lost คือชวนสงสัย
- หนังเต็มไปด้วยการผสมปนเปเรื่องหลายแบบหลายแนวเข้าไว้ด้วยกัน เป็นแนวทางที่น่าสนใจ

ไม่ชอบ :
- ครึ่งแรกของหนังน่าเบื่อ (ถ้าเป็นทีวีซีรี่ส์น่าจะสนุก)
- บทอ่อน ทุกอย่างดูทึกทัก ง่ายไปหมด
- การรวมกันของหลายแนวหนังไม่เกิดประโยชน์อะไรนอกจากเป็นมุกทางการตลาดเรียกร้องให้เราสนใจเท่านั้นเอง ไม่ได้พาเราไปสู่ความลึกของมนุษย์หรือสิ่งอื่นใดเหมือนที่ใบปิดหนังพยายามจะเสนอ "สัตว์ร้ายมาในหลายรูปลักษณ์"

สิ่งที่ควรรู้ก่อนจะไปดู :
- นี่ไม่ใช่ Cloverfield 2 แน่นอน จริงๆ น่าจะเรียกได้ว่า เอาคำว่า Cloverfield ออกไปเลยก็ยังได้ ถ้าอยากไปดูเพราะ Cloverfield ท่านจะต้องผิดหวัง
- ถ้าบังเอิญได้ดูเทรลเลอร์และไม่รู้จัก Cloverfield มาก่อน และอยากดู ไปดูก็ไม่เสียหายอะไร
- อย่าไปเชื่อ Poster เวอร์ชั่นที่ใช้ในไทย หนังไม่ได้โทนสัตว์ประหลาดบุกโลกแบบนั้นถ้าอยากไปดูเพราะว่ามันเป็นหนังแบบ ID4, War of the worlds คุณจะต้องเสียใจ

หนังที่คล้ายๆ กันที่คุณน่าจะชอบ :
Signs (แต่ Signs ดีกว่ามาก หนังมี Theme ที่ชัดกว่าเยอะ)

ความเห็น :

หลังจากที่ดูหนังจบสิ่งที่รู้สึกทันทีก็คือ เรื่องนี้มันน่าจะเป็น ทีวีซีรีส์ มากกว่าหนังฉายโรงรึเปล่า รู้สึกไปถึงขนาดที่ว่า มันน่าจะเคยเป็นโปรเจคท์ที่จะทำเป็นซีรีส์แล้วมีคนเห็นถึงโอกาสทางการตลาดเลยทำมันให้กลายมาเป็นหนังใหญ่แทน เพราะดูจากหนังแล้ว สามารถแบ่งหนังออกเป็นส่วนๆ ได้สบายๆ อย่างน้อยก็สี่ส่วน และ ถ้าเป็นทีวีซีรีส์บางที 10 Cloverfield Lane อาจจะสนุกกว่านี้เพราะว่าจะสามารถพาเราไปถึงความลึกในเรื่องต่างๆ ที่หนังเอามาผสมปนเปกัน แต่ด้วยธรรมชาติของความเป็นหนังที่เล่าเรื่องได้ในเวลาที่จำกัด 10 Cloverfield Lane จึงมีความรู้สึกเหมือนการเป็นภาพตัดปะของหนังหลายๆ แนว และเหตุการณ์ในปัจจุบัน ซึ่งน่าสนใจดี แต่ภาพตัดปะเหล่านั้น พอเอามารวมกันแล้วยังไง ? ถ้าหนังออกมาหลังจาก Cloverfield สักหนึ่งปีอาจตื่นเต้น แต่สำหรับตอนนี้หนังค่อนข้างล้าสมัยเหมือนกัน



ต่อไปนี้มีสปอยล์นะครับ

.
.
.
.
.
.
.
.
.
.

10 Cloverfield Lane เป็นการประกอบขึ้นของหนังและเหตุการณ์หลายแบบตั้งแต่ทีวีซีรีส์คลาสสิกอย่าง Twilight Zone ที่จำกัดการเล่าอยู่ในเรื่องเล็กๆ ไม่กี่ฉากแต่มีกลิ่นอายของเรื่องสั้นแบบนิยายวิทยาศาสตร์, หนังลักพาตัวอย่าง Misery ที่เต็มไปด้วยความเคลือบแคลงระแวงสงสัย เราไว้ใจใครไม่ได้, ความคิดหลุมหลบภัยเรื่องวันสิ้นโลกที่เราจะเห็นในสารคดีอเมริกันในช่วงไม่กี่ปีนี้,  เหตุการณ์จริงของคดีลักพาตัวคนไปซ่อนไว้ในบังเกอร์ใต้ดินเป็นเวลานานหลายสิบปี, และแน่นอนทั้งหมดถูกสานกันขึ้นในจักรวาลของ Cloverfield เขียนมาถึงตรงนี้ก็คงจะคิดว่า โอ้วมันน่าสนใจมากไปดูดีกว่า ผมขอเตือนว่า ปัญหาของ 10 Cloverfield Lane ก็เหมือนปัญหาของทีวีซีรีส์แบบ เจเจ อับบราม คือ มันมักจะเต็มไปด้วยมุกต่างๆ ที่ทำให้เราอยากรู้อยากเห็น เร้าความสนใจ แต่มันมักจะจบลงด้วยบทเฉลยที่ไม่ค่อยถึงใจ ไม่เข้าท่า และบ่อยครั้งที่รู้สึกว่า เจเจ คิดไม่ออกว่าจะจบยังไงดีเพราะเน้นแต่สร้างความอยากรู้อยากเห็นโดยนำมุกต่างๆ มารวมกัน แต่มุกเหล่านั้นไม่ได้นำมารวมกันแบบคิดไว้ก่อน ว่ามันมารวมกันเพราะอะไรหรือต้องการจะพาเรื่องไปทางไหน เลยเกิดอาการ "เท" เสียดื้อๆ

ส่วนที่หนังทำได้ดีคือส่วนที่เป็นหนังเขย่าขวัญที่มีบทสนทนาบางอันที่น่าจดจำและการแสดงที่โดดเด่นของจอห์น กู้ดแมน ที่บันเทิงมากในการรับชม ส่วนที่หนังทำได้น่าเบื่อมากคือการปูช่วงแรก จังหวะที่ช้าแต่ไม่ได้พาเราไปสังเกตอะไร แค่เล่าเรื่องไปแบบช้าๆ (ถ้าเป็นทีวีซีรีส์น่าจะโอเคอยู่ เพราะจังหวะแบบนี้ทีวีซีรีส์มีเยอะเดี๋ยวนี้ แต่กับหนังโรงรู้สึกใช้เวลาที่มีจำกัดไปอย่างไม่คุ้มค่า) และอีกส่วนที่ทำได้แย่คือส่วนหลังที่ทุกคนรอคอยสำหรับผมมันน่าเบื่อ และไม่เห็นมันจะได้อะไรขึ้นมา ! ทำให้เกิดความสงสัยว่า จริงๆ แล้วหนังเรื่องนี้ไม่ต้องมีคำว่า Cloverfield เลยก็ได้ คำว่า Cloverfield ใส่มาเพราะเป็นเหตุผลทางการตลาดหรือเปล่า ที่หลอกกินตังค์เด็ก !

หรือถ้าคิดว่าจะเป็น Side Story ในจักรวาลของ Cloverfield จริงๆ เรื่อง 10 Cloverfield Lane เหมาะจะเป็นแค่หนึ่งในอีกหลายเรื่องในจักรวาลของ Cloverfield ที่ขยายตัวละครไปเรื่อยๆ ให้ข้อมูลคนดูเกี่ยวกับเหตุการณ์ Cloverfield มากขึ้นเรื่อยๆ และแน่นอนถ้าเป็นแบบนี้ก็ควรจะเป็นซีรีส์มากกว่า หรือไม่งั้นก็ตัดคำว่า Cloverfield ไปเถอะ !

สรุป ดูที่บ้านก็ได้นะผมว่า

Page https://www.facebook.com/maewginoreview/

รีวิว The Killing Fields (1984) แด่ประวัติศาสตร์ที่มืดหม่น A- 8.2/10

หลังจากได้อ่านข้อเขียนบทแรกของหนังสือ "คนหลังฉากในประวัติศาสตร์รางเลือน" โดย อนุสรณ์ ติปยานนท์ ที่บรรยายชะตากรรมอันยากลำบากของผู้คนในเหตุการณ์ช่วงเขมรแดง ประกอบกับเคยสัมผัสกับความรู้สึกหม่นหมองเศร้าสร้อยตอนไปเยี่ยมชม คุก S-21 ผมก็ตัดสินใจว่าต้องหาหนังเรื่องนี้ดูเสียที
(หนังหาดูได้ยากมาก ไม่มีใน iTunes ไทย, iFlix, Netflix ผมไปซื้อ Online ใน VUDU เสียเงินไปแล้วปรากฎว่าดูไม่ได้เพราะว่าติดปัญหาเรื่อง Zone ไปดูเว็บของแมงป่องและบูมเมอร์แรงก็ไม่มีแล้ว ในที่สุดไปได้ที่ XBOX Store ในเครื่อง XBOX One เสียเงินสองรอบ !)


ก่อนหน้านั้น เขมรปกครองโดยเจ้า นโรดม สีหนุ กษัตริย์องค์สุดท้ายของเขมร ซึ่งพยายามเป็นกลางในสงครามเย็นระหว่างโลกเสรีและโลกคอมมิวนิสต์ ไม่ได้เข้าฝ่ายใด ฝ่ายหนึ่งชัดเจน สร้างความสัมพันธ์ทั้งกับอเมริกา และจีน แต่อเมริกาต้องการใช้กัมพูชาในการเป็นพื้นที่ในการลำเลียงอาวุธเพื่อสู้กับเวียดนาม เนื่องจากกลัวเวียดนามจะกลายเป็นคอมมิวนิสต์และเสียภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไปตามทฤษฎีโดมิโน่ อเมริกาในการนำของประธานาธิบดี Richard Nixon จึงสนับสนุนฝ่ายตรงข้ามเจ้านโรดม ให้ทำการรัฐประหารยึดอำนาจ และสร้างรัฐบาลประชาธิปไตยที่เปิดทางให้อเมริกาใช้กัมพูชาเป็นพื้นที่ในการลำเลียงอาวุธเพื่อต่อสู้กับเวียดนาม
เจ้าสีหนุจึงทำการร่วมมือกับเขมรแดงซึ่งเป็นกลุ่มฝักใฝ่คอมมิวนิสต์ เพื่อยึดอำนาจคืน ในช่วงแรก เขมรแดงไม่มีทางรบกับรัฐบาลประชาธิปไตยที่สนับสนุนโดยอเมริกาได้ เนื่องมาจาก อเมริกาส่งทั้งอาวุธ ผู้เชี่ยวชาญการรบ ตลอดจน ทรัพยากรมาอย่างไม่ขาดสาย
จนกระทั่ง Nixon โดนจำกัดอำนาจจากสภาอเมริกัน ไม่สามารถสนับสนุนการรบของรัฐบาลประชาธิปไตยเขมรได้อีกต่อไป สหรัฐจึงค่อยๆ ถอนบทบาทตนเองออกจากกัมพูชา ฝั่งเขมรแดงจึงได้เปรียบ เข้าตีจากชนบทเข้ามาที่เมืองหลวงเรื่อยๆ และเมื่อพิจารณาแล้วว่า รัฐบาลประชาธิปไตยเขมร (ที่ตนเองสร้างขึ้น) แพ้สงครามแน่นอน (และอาจรวมไปถึงการมองเรื่องการถอนกำลังทหารออกจากเวียดนามว่าเกิดขึ้นแน่ๆ ) สหรัฐก็ตัดสินใจอพยพชาวอเมริกันทั้งหมดกลับบ้าน ปล่อยให้กรุงพนมเปญแตก ทิ้งให้ชาวเขมร เผชิญกับการปกครองของเขมรแดง และนำมาสู่การฆ่าล้างเผ่าพันธ์ที่มีจำนวนผู้เสียชีวิตอยู่ระหว่าง 500,000 - 2,000,000 คน
The Killing Fields จับเหตุการณ์ช่วงกรุงพนมเปญแตกและการขึ้นปกครองโดยเขมรแดง ที่ให้ประชาชนทั้งหมด อพยพจากเมืองหลวง สู่หมู่บ้านชนบท ด้วยข้ออ้างที่ว่า อเมริกาจะทำการทิ้งระเบิดกรุงพนมเปญ แต่แท้จริงแล้วเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้าง Commune ตามอุดมการณ์ของ คอมมิวนิสท์ ที่ไม่มีชนชั้น ทุกคนเท่ากัน ช่วยกันทำงาน แต่ด้วยความต้องการจะเซทศูนย์ เริ่มปีที่หนึ่งใหม่ แบบขวาจัด เขมรแดงจึงทำการฆ่าคนที่มีความรู้ของโลกเก่า พร้อมกับสร้างเขมรแดงรุ่นใหม่ที่ไม่มีความทรงจำของโลกเดิมเลย (เด็กตัวเล็กๆ อายุไม่กี่ขวบ ที่ถือจารีตแบบขวาสุดขีด ความรุนแรงและโหดเหี้ยมเป็นวิถีที่อยู่ในชีวิตประจำวัน) ซึ่งเป็นที่ว่าของคำว่า "ทุ่งสังหาร"
ในเชิงการเล่าเรื่อง เรารับรู้เหตุการณ์ต่างๆ ผ่านตัวละครที่เป็นบุคคลที่มีตัวตนอยู่จริง โดยเน้นไปที่ตัวละครหลักสองตัว เป็นชาวอเมริกันหนึ่งและชาวเขมรหนึ่ง ซึ่งมีความสมจริงมากๆ สำหรับผมมันน่าสนใจมาก เพราะเมื่อพิจารณาจากบทสนทนา การแสดงของนักแสดง งานภาพ ดนตรีประกอบ ทุกอย่างมันดู สมัครเล่น มันดูเชยไปหมด แต่พอมันมารวมกันแล้วมันกลับเหมือนเรากำลังดูสารคดีเรื่องหนึ่ง (อาจมีระดับความเสแสร้งนิดๆ แต่ไม่ถึงระดับที่รู้สึกว่ารำคาญจนทนดูต่อไปไม่ได้)
ผมคิดว่า อาจจะเพราะว่า หนังสมัยนั้น (1984 ออกฉาย ผมอายุ 3 ขวบ) ถ่ายของจริง ไม่มีการทำ CG เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราเห็นคือของจริง ไม่ว่าตัวประกอบจะวิ่งประดักประเดิกแค่ไหน แต่ด้วยจำนวนมากมาย อาจถึงระดับพันคนในหลายฉาก มันมีพลังชีวิตที่ CG อาจจะให้ไม่ได้ ประกอบกับการถ่ายทำของจริง มันมีข้อจำกัดบางอย่างทำให้ผู้กำกับไม่สามารถควบคุมภาพได้ดังใจ แต่ต้องถ่ายตามข้อจำกัดนั้นๆ มันทำให้มีความสดบางอย่างเหมือนเราดู Footage จากสถานการณ์จริง ทั้งสองอันมันเลยสร้างความรู้สึกจริง เหมือนสารคดีให้เราได้ประมาณหนึ่ง
หนังเสมือนเป็นภาพสะท้อนความสัมพันธ์ระหว่าง รัฐบาลอเมริกันที่เข้าไปฉกฉวยผลประโยชน์ กับรัฐบาลกัมพูชาประชาธิปไตยที่ยอมให้หลอก (?) และถูกทอดทิ้งอย่างไม่ใยดี เมื่อเกมไม่ได้เป็นไปตามที่วางแผน
ในขณะเดียวกันก็เป็นเสมือนตัวแทนของคนหนุ่มสาวที่ไม่เห็นด้วยกับการดำเนินนโยบายต่างประเทศในช่วงสงครามเย็นของอเมริกา ที่รู้สึกผิดบาปและต้องการล้างบาปตนเอง ร้องขอความเห็นใจ ว่าฉันก็ทำดีที่สุดแแล้ว
ถ้าชอบดูสารคดี น่าจะชอบดูเรื่องนี้ได้ไม่ยาก แต่ผมเสนอว่าน่าจะหาอ่าน ประวัติศาสตร์สงครามเย็น ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมไปถึงประวัติศาสตร์เขมรแดงก่อนดูเพราะว่าหนังไม่ได้บอกอะไรเรามากนักถึงมูลเหตุการเกิดของสิ่งต่างๆ แต่เหมือนจะพาเราไปดูเหตุการณ์ต่างๆ ในฐานะคนๆ หนึ่งมากกว่า การได้ดูเรื่องนี้อาจจะเสริมความรู้เรื่องประวัติศาสตร์ของประเทศของเราในช่วงตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สองเป็นตนมา ซึ่งในความทรงจำของผมมันช่างกระพ่องกระแพ่งเหลือเกิน
ป.ล. ผมไม่ได้แม่นยำในการเมือง รัฐศาสตร์ และ ประวัติศาสตร์มากนัก แชร์ความเห็นหรือแย้งได้เต็มที่เลยนะก้าบ

A Time To Kill (1996) ข่มขืนเท่ากับประหารใช่มั้ย ? D 5.2/10

เมื่อประมาณสัปดาห์ที่แล้ว มีการแชร์เข้มข้นมาใน Facebook เรื่องการออกมารณรงค์ของดาราท่านหนึ่งที่ให้การโทษของการข่มขืนเท่ากับการประหารชีวิต และมีการออกมาตอบโต้ว่า การทำให้คดีข่มขืนคือการประหารชีวิตสถานเดียวอาจจะทำให้เกิดคดีฆาตกรรมมากกว่าเดิม คือข่มขืนแล้วต้องฆ่าไม่ให้เหยือหนีออกไปแจ้งตำรวจได้

ในทางทฤษฎีผมก็เห็นด้วยกับหลายๆ ท่านว่า การทำให้เป็นการประหารชีวิตทุกกรณี อาจดูเป็นโทษที่รุนแรงเกินจริง แต่ในทางปฎิบัติแล้ว หากผมมีลูกสาว แล้วลูกสาวโดนข่มขืน ทำร้ายจิตใจอย่างรุนแรง ผมยังจะยืนกรานเห็นด้วยอยู่อีกมั้ย ว่าโทษของการข่มขืนเท่ากับการประหารชีวิตนั้นเบาเกินไป เผลอๆ ผมอาจเอาปืนไปยิงไอ้คนที่ทำร้ายลูกสาวผมเองเลยด้วยซ้ำแบบที่ไม่ต้องรอให้ศาลตัดสิน

สถานการณ์แบบนี้เป็นจุดเริ่มต้นในหนังเรื่อง A Time To Kill ของ Joel Schumacher ที่ทำมาจากนิยายของ John Grisham ชื่อไทยว่า ยุติธรรมอำมหิต

เมื่อเด็กผู้หญิงผิวสีคนหนึ่งถูกชายผิวขาวสองคน ข่มขืนแล้วฆ่า แต่โชคยังดีที่เธอไม่ตาย (แต่ก็ปางตาย) มีคนไปพบเข้า จึงสาวไปถึงตัวของคนข่มขืนสองคนนั่นได้ คำถามคือถ้าคุณเป็นพ่อของเด็กสาวผิวสีคนนั้น ที่ไม่รู้สึกว่า ลูกสาวของคุณจะได้รับความยุติธรรมในชั้นศาล และโทษของการข่มขืนลูกของคุณนั้นเบาเกินไป คุณจะนำความยุติธรรมมาลั่นไกด้วยตัวคุณเองมั้ย ?


และนั่นคือจุดเริ่มต้นของหนังเรื่อง A Time To Kill ที่ทำได้ดีมาก ทำให้ผมอินไปกับหัวจิตหัวใจของคนเป็นพ่อ คิดเลยว่าถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้กับลูกสาวเรา เราก็คงไม่ต่างกัน หนังดึงความสนใจผมไว้ได้อยู่หมัด
และ ค่อยๆ ออกนอกลู่นอกทางไปเรื่อยๆ จนในที่สุดผมสามารถลุกไปเข้าห้องน้ำโดยไม่ใยดีกับมันได้ ... น่าเสียใจ

คำถามที่หนังตั้งคำถามไว้ในตอนแรกน่าสนใจมาก และสร้างความหวังให้กับผมมากว่าผมน่าจะได้คำตอบเชิงลึกเชิงปรัชญา เรื่องการขัดกันระหว่างสามัญสำนึกกับกฏหมาย หรือเอาในระดับง่ายๆ พ่อผิดมั้ยที่ไปยิงคนที่ข่มขืนลูกสาวตัวเอง ถ้าผิด ทำไมผิด ถ้าไม่ผิด ทำไมไม่ผิด หรือความผิดบาปในใจของผู้เป็นพ่อที่เมื่อยิงไปแล้วจะรู้สึกยังไง จะเกิดอะไรขึ้น มีแง่มุมมากมาย ที่หนังพาเราไปได้จาก บทประมาณนี้ซึ่่งน่าสนใจ แต่หนังกลับไม่ลงทางลึกแต่ออกทางกว้าง ทำให้กลายเป็นเรื่องประเด็นการเมืองระหว่างสีผิว ซึ่งก็ไม่ได้พาเราไปสู่ความเข้าใจอันใดนอกจากดราม่าราคาถูก อีกทั้งยังมีซับพล็อตอย่างความสัมพันธ์เชิงชูสาวของตัวเอก และอื่นๆ อีกมากมายที่ดูไปเบื่อไป

ทั้งๆ ที่ผมคิดว่า Theme ของบทประมาณนี้มันน่าจะได้ดราม่าแบบเข้มๆ จมดิ่งเข้าไปสำรวจในระดับบุคคล ระดับสังคม ระดับการปกครอง ค่อยๆ คลี่มันออกมาได้อย่างเมามันส์ (ลองคิดว่าเรื่องนี้มาทำเป็น ซีรีส์สิบตอนกำกับโดย David Fincher หรือสายพวก True Detective มันจะมันส์แค่ไหน)

การที่พ่อและทนายตัดสินใจสู้คดีด้วยข้ออ้างที่ว่าตนเองนั้นวิกลจริตชั่วคราว แต่กลับบอกลูกขุนว่า ลูกตนเองไม่ได้รับความเป็นธรรมจากกฏหมาย และนี่เป็นเหตุที่ทำให้เขาต้องไม่ถูกตัดสินว่าผิด ก็ทำให้เห็นได้ถึงความบิดเบี้ยวของหนังที่ไม่ได้ต้องการจะพาเราไปที่ไหน นอกจากการเป็น Courtroom (Melo) Drama

ดูจนจบผมก็ยังไม่ได้คำตอบหรือยังไม่เห็นเครื่องมืออะไรที่จะช่วยให้ผมคิดได้เลยว่า ตกลงข่มขืนเท่ากับประหารนั้นมันชอบธรรมหรือเปล่า
ปล่อยผ่านอย่างยิ่ง ท่าดี ทีเหลวครับ

Page https://www.facebook.com/maewginoreview/

รีวิว Batman vs Superman หนังยอดมนุษย์ที่ไม่ใช่สำหรับทุกคน A- 8.2/10

ชอบ :
- โทนหนังจริงจัง ผู้ใหญ่
- การเล่าเรื่องที่ไม่รีบแต่พยายามใส่รายละเอียดต่างๆ เข้ามา
- เป็นหนังที่เปิดตัวฮีโร่แบบมืดๆ ของ DC ได้ดี

ไม่ชอบ :
- หนังแตะประเด็นใหญ่โตในหลายเรื่อง แต่ไม่มีคำตอบใดๆ คือเหมือนพูดเอาเท่ๆ ไม่เหมือนใน Watchmen ที่ฟินไปเลยในตอนจบ

สิ่งที่ควรรู้ก่อนไปดู :
- ถ้าคุณไม่เคยอ่านการ์ตูน DC มาก่อน คุณจะงงและรู้สึกว่าหนังมันน่าเบื่อ เพราะว่าหนังเต็มไปด้วยการอ้างอิงจากหนังสือการ์ตูน เกม และหนัง Man of steel โดยใส่เข้ามาเลยและไม่เล่าว่ามันคืออะไร ซึ่งบางอย่างมีความหมายกับตัวละครมากๆ ถ้าอยากดูต้องไปหาอ่านมาก่อน แนะนำ Injustice : Gods among us, The dark knight returns

- ถ้าคุณไปดูหนังเรื่องนี้เพื่อความบันเทิงแบบ Transformers หรือแม้แต่ ฮีโร่ของ Marvel คุณอาจต้องผิดหวัง เพราะหนังมันไม่ได้ทำขึ้นเพื่อคนดูวงกว้างมาก (จริงๆ น่าจะเฉพาะแฟนการ์ตูนด้วยซ้ำ) และมันถูกกำกับโดย ผู้กำกับ Man of steel ที่มีฉาก Action 40 นาที (ผมหลับแล้วหลับอีก) คือผู้กำกับนี่แฟนของ Comics ประมาณหนึ่งเลย

หนังคล้ายๆ กันที่คุณน่าจะชอบ :
Watchmen (แต่เรื่องนั้นดีกว่า ชัดกว่า แต่ฟิลลิ่งคล้ายๆ กัน)


ความเห็น :

หนังตราตึงผมมากในช่วงแรกๆ และด้วยจังหวะที่แน่นและโยนประเด็นต่างๆ เข้ามามากมาย ทำให้เอนจอยในการคิดไปด้วย สนุกอยู่ ประเด็นพวกนี้ก็ยังน่าสนใจและทำให้เรามาคิดต่ออะไรได้อีกมากมาย

เช่นประเด็นของฉากเปิดเรื่องที่อ้างอิงเหตุการณ์ 9/11 แบบสุดขีด และคำถามเหมือนที่คนอเมริกันถามหลัง 9/11 คือ หลังจากนี้เราจะอยู่กันอย่างไร กฏของโลกใหม่คืออะไร ในการอยู่รอดเราจำเป็นที่จะต้องไม่เลือกวิธีการที่จะต่อสู้กับความเลวใช่หรือไม่ แล้วถ้าเราใช้ความเลวต่อสู้ความเลวแล้วมันจะเป็นยังไง

หรือประเด็นเรื่องความเป็น "พระเจ้า" ของ Superman "คนดี" จะต้องถูกตรวจสอบมั้ย แล้วถ้าวันหนึ่งคนดีกลายเป็นคนเลว หรืออาจจะทำเพื่อประโยชน์ส่วนตัวละจะทำยังไง และจริงๆ แล้ว คนดี หรือ คนเลวก็ คนคนหนึ่ง มีผิดพลาด มีหวั่นไหว

ยังมีประเด็นอะไรแบบนี้มากมาย โยนเข้ามาตลอดเรื่องเช่น จิตวิทยาของเด็กผู้ชายกับแม่ และอื่นๆ อีกมากมาย แบบว่าใช้คำใหญ่ๆ เยอะๆ มาเต็ม

จนเมื่อเข้าสู่ส่วนหลังๆ ที่เริ่มเป็นฉากต่อสู้ ดูเหมือนหนังเริ่มจะหลุดมือผู้กำกับและเขาก็เผยธาตุแท้มาว่าจริงๆ แล้วเขาเป็นผู้กำกับมิวสิควิดิโอที่ชอบเรื่องภาพมากกว่าเนื้อหา (ฮ่า) คำถามเหล่านั้นไม่ได้รับคำตอบ แถมยังมุ่งไปที่ตีกันดีกว่า

และด้วยเหตุผลนี่แหละ ที่ทำให้รู้สึกว่าหนังเรื่องนี้มันไม่สามารถต่อกรกับไตรภาคของโนแลนด์ได้เลย มันไม่มีความคิดหลักที่สานหนังเรื่องนี้เข้าไว้ด้วยกัน มีแต่ความเยอะทั้งในประเด็นและภาพแต่ไม่ลึก ในขณะที่โนแลนชัดมากว่า แต่ละภาคของดาร์คไนท์เป็นเรื่องของอะไร

แต่ไม่ได้หมายความว่ามันไม่สนุกนะครับ เพราะว่าในความเป็นจริงจะพูดว่า ผู้กำกับ เอาหนังไม่อยู่เลยก็เกินไป เพราะเขาสามารถเล่าเรื่องที่มันไม่น่าจะเล่าได้ง่ายๆ ออกมาให้ต่อเนื่อง เอนจอยได้ดีทีเดียว อีกทั้งการวางฐานไปสู่ Justice league ก็สนุกเป็นเหมือนตัวต่อที่โยนเข้ามาเป็นระยะ (ซึ่งตรงนี้แหละที่อาจทำให้คนงง ถ้าไม่รู้เรื่องจักรวาล DC มาก่อน)

มีหลายคนพูดว่าถ้าหนังตัด Justice League ออกไปเลยน่าจะดีกว่านี้แล้วขอประเด็นแบทกับซุปแบบคมๆ ผมไม่เห็นด้วย ยกเว้นบทมันจะคมมากๆ และพาเราไปสู่คำตอบในระดับ The Dark Knight และคิดว่า ผู้กำกับไม่น่าทำได้ แซคไม่ใช่คนที่ทำหนังแนวลึกมาก ฉากต่อสู้ 40 นาทีใน Man of steel ก็เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนอยู่แล้วว่า แซคแนวไหน

แต่ถ้าให้เทียบกับสายมาเวล (ซึ่งจริงๆ ไม่ควรเทียบกันมันคนละแนว) ผมว่า BVS ทำได้ดีนะครับ แสดงความต่างอย่างชัดเจน และทำให้เห็นว่า DC มองอนาคตแฟรนไชส์ไว้ยังไงหลังจากพยายามแล้วล่มมาหลายรอบ ครั้งนี้อาจเรียกได้ว่า เป็นการเปิดที่สวยงามในแง่รายได้และจุดยืน อาจไม่พอใจนักวิจารณ์แต่ได้ใจแฟนการ์ตูนไปเยอะเหมือนกัน

สรุป ไปดูโรงถ้าคุณเป็นแฟนการ์ตูน หนังมีงานภาพและดนตรีที่สะใจ พร้อมประเด็นหนักๆ ที่โยนมาให้คิดต่อ ถึงไม่ไปฝังฝั่นแต่ก็ไม่เลวรายนะ

Page https://www.facebook.com/maewginoreview/

The Jungle Book : เด็กดูได้ ผู้ใหญ่นอนหลับ C+ 6.75 ดิสนีย์ นี่มันโลกสวยจริงๆ วิกฤติอัตลักษณ์ที่ถามไปงั้นๆ (บวกอีก 2 คะแนน ถ้าคุณตามหาหนังสำหรับพาลูกๆ ไปดู) (สปอยล์)

The Jungle Book : เด็กดูได้ ผู้ใหญ่นอนหลับ C+ 6.75 ดิสนีย์ นี่มันโลกสวยจริงๆ วิกฤติอัตลักษณ์ที่ถามไปงั้นๆ (บวกอีก 2 คะแนน ถ้าคุณตามหาหนังสำหรับพาลูกๆ ไปดู) (สปอยล์)

ชอบ :
- CG สมจริง ยิ่งใหญ่อลังการ

ไม่ชอบ :
- Theme เรื่องการค้นหาตัวตนที่ซ้ำซากแบบหนังการ์ตูนดิสนีย์เก้าศูนย์ ถามแล้วไม่ตอบจะถามทำไม
- Theme เรื่องการเมือง ลำดับชั้นของสัตว์ป่า ที่แตะนิดเดียวแล้วปล่อย แตะแล้วปล่อยจะแตะทำไม !
- การแสดงที่เว่อร์มากของเด็กนักแสดงนำ
- ฉากตกใจ หลายๆ ฉาก จะตกใจทำไม !

จริงๆ ดูเรื่องนี้มาตั้งแต่ช่วงสงกรานต์ ก่อนไปดูคิดว่า ไปดูเสร็จจะมาเขียนเลย แต่พอไปดูแล้วรู้สึกค่อนข้างน่าเบื่อ และ ไม่พาเราไปไหน เลยดองไว้ แต่ตอนนี้ได้เวลาละ !

จริงๆ สาเหตุที่ไปดูเรื่องนี้เพราะเห็นเทรลเลอร์ที่ตื่นตา และคิดว่า โอ้ว นี่มันต้องเป็น เมาคลีลูกหมาป่า ฉบับตีความหมายใหม่ ที่ทันสมัย เข้มข้น จริงจังกว่าเดิมก็เป็นแน่ (ก็เป็นสิ่งที่คิดไปเอง เพราะว่าจริงๆ หนังก็มาจาก ดิสนีย์) และดีกรีผู้กำกับ ก็ไม่ได้ขี้เหร่ออะไร เพราะเค้าคือ จอห์น แฟฟโร ที่กำกับ Iron Man ที่สนุกบันเทิง ใช้ได้ แต่สิ่งที่หวังกับสิ่งที่เป็นมันเป็นคนละแบบกัน

วิธีการที่หนังเรื่องนี้ถูกทำออกมา หรือการที่ดิสนีย์วางหนังตำแหน่งหนังเรื่องนี้ไว้ ก็คือการมองว่าเรื่องนี้เป็น การ์ตูน สำหรับเด็กและวัยรุ่นตอนต้นเรื่องหนึ่ง ที่กลุ่มเป้าหมายอาจจะกินวงกว้างไปถึงครอบครัว (เพราะมาดูกับลูก) เพราะฉะนั้นสูตรที่ถูกนำมาใช้ในเรื่องนี้ ซึ่้งเป็นสูตรที่ดิสนีย์ใช้ในยุคเก้าศูนย์จนเกร่อมาก คือ การตามหาตัวตนของตนเอง ฉันเป็นใคร ฉันพิเศษมั้ย ซึ่งน่าจะเป็น Theme ที่เด็กวัยรุ่นน่าจะชอบกัน (ตอนผมดู Mulan ผมก็ชอบ เพลง Reflection ที่พูดเรื่องประมาณว่าภาพสะท้อนตัวตนที่ฉันเห็นกับสิ่งที่ฉันเป็นจริงๆ มันเป็นสิ่งเดียวกันมั้ย ทำให้เด็กวัย สิบต้นๆ ฟินมาก) หรือใน The Lion King ที่ซิมบ้าต้องออกไปตามหาตัวตนของตัวเองจนในที่สุดก็กลับมาเป็นเจ้าป่าได้อีกครั้ง หรืออาจจะพูดได้ว่า Theme หลัก ของ The Jungle Book คือ วิกฤติ อัตลักษณ์ การตามหาตัวตน และ การ Coming of Age  เติบโต

พออ่านถึงบรรทัดเมื่อกี้อาจฟินว่าโอ้วก็ดีนี น่าสนใจนะ ตีมร่วมสมัย ไปดูกันเถอะ ช้าก่อน ! อย่าลืมว่ามันเป็นหนังของดิสนีย์ เพราะฉะนั้นมันจะตอบคำถามแบบงงๆ ไม่ลึก (ซึ่งมันอาจจะเหมาะกับเด็กวัยรุ่น แต่พอคนดูเป็นลุงๆ อาจขัดใจได้) เช่นใน Mulan ถ้าเราจำกันได้ ก็จะเห็นว่า มูหลาน หลังจากถามถึงคุณค่าตัวตน กรอบประเพณี นู่นนี่ ในที่สุดก็กลับไปเป็นผู้หญิงเหมือนเดิม ที่แต่งงานกับชายชาติทหาร ลำบึ้ก บึกบึน ไม่ได้กลายเป็นสตรีนิยม หรือเป็นเลสอะไร คือทำท่าเหมือนเป็นขบถ แต่ในที่สุดก็กลับมาอยู่ในกรอบชุดเดิม เช่นเดียวกับไลออนคิง พลัดไปในโลกของคนนอก ในที่สุดก็กลับเข้ามาอยู่ในกรอบ (ซึ่งแต่งต่างจาก Batman Begins ที่พอเวิ้นเว้อแล้วไปตามหาคำตอบจากโลกภายนอก พอกลับมาก็รับเอาสิ่งต่างๆ เหล่านั้นมาฟอร์มเป็นตัวเอง เพื่อสู่กับเหล่าร้าย)

.. หลังจากนี่จะสปอยล์ เพราะฉะนั้น ไม่ได้ดู และไม่อยากเซ็งควรงดอ่าน ..



ใน The Jungle Book ก็เหมือนหนังการ์ตูนช่วงนั้นของดิสนีย์ เมาคลีเกิด วิกฤติอัตลักษณ์ พาตนเองไปเจอโลกกว้าง พบเจอประสบการณ์มากมาย เจอทั้งการใช้ชีวิตแบบพี่หมีบาลู เจอการใช้ความเจ้าเล่ห์แบบงู เจอการใช้ความรุนแรงแบบเจ้าลิง เจอคนที่ใช้ไฟเป็นเครื่องมือ เสร็จแล้วเมาคลีทำยังไงกับประสบการณ์ในโลกที่ตัวเองพบในฐานะของการเป็นคนนอก ไม่ทำยังไงเลย ไม่ตอบคำถามใดๆ หนังตอบประเด็นนี้ด้วยคำพูดว่า งั้นฉันก็เป็นฉันนี่แหละ ! แล้วก็จบเลย (ผมยังแอบเอามาคิดเองอยู่ในใจว่า ฉากที่เมาคลียอมรับตัวเองในฐานะ "คน" แล้วเอาไฟมาเผาป่าทั้งหมด เพื่อล่าแชร์คาน แล้วเมื่อล่าแชร์คานได้แล้ว สถาปนาตัวเองขึ้นเป็นผู้คุ้มกฏใหม่แห่งป่า มันจะมันส์แค่ไหน แต่มันก็จะเป็นหนังเรท R คนละเรื่องเดียวกัน ฮ่า)

เช่นเดียวกับเรื่องของกฏของป่า ชนชั้นของสัตว์ ที่ตอนแรกแตะไว้น่าสนใจมากๆ และมีการสำรวจเรื่องนี้กลายๆ ในที่สุดเมาคลีก็ขึ้นไปอยู่จุดสูงสุด ควบคุมช้างได้ แต่แล้ว หนังก็โลกสวย ไม่สำรวจต่อว่า เมื่อเมาคลี ขึ้นไปแล้ว เกิดอะไรขึ้นต่อ เมาคลีเพียงแค่ยังดำรงตนแบบคนนอกเท่ๆ เหมือนหมีบาลู และ เสือดำ เท่านั้นเอง มันทำให้เกิดคำถามตามมาอีกมากมายว่า แล้วอัตลักษณ์ของเมาคลีที่ถูกถามมาตลอด เพราะมันสัมพันธ์กับตำแหน่งแห่งที่ของตนเองตอนนี้เป็นยังไง เพราะว่าถ้าเขาจะเป็นคนนอก เขาไม่ต้องกลับมาฆ่าแชร์คานก็ได้ หรือจุดที่เจ็บปวดและเซ็งมากสำหรับผมคือ หมีบาลูที่ดูเหมือนจะหลุดออกไปจากกรอบของป่าที่กดตนเองไว้ ตอนหลังมาท่องกฏของป่าเฉย รวมไปถึงการที่หมาป่าเด็กๆ ในตอนสุดท้ายก็ยังท่องกฏของป่าอยู่เหมือนเดิมโดยที่เมาคลีและพวกก็นั่งสบายอยู่ใต้ต้นไม้ หาได้สนใจเรื่องกฏที่มันบิดเบี้ยวอย่างใดไม่

พอมาคิดแล้วก็คิดได้สองอย่างคือ
1. ถ้าหนังมันไม่โลกสวยมาก คือพยายามบอกว่า กฏแต่ละอย่างก็ดีแล้ว เมื่อมันถูกใช้กับกลุ่มแต่ละกลุ่ม ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงใดๆ
2. หนังมันก็จริงอย่างร้ายกาจคือจริงๆ แล้วเมาคลีตัดช่องน้อยแต่พอตัวไม่คิดเปลี่ยนแปลงอะไรตัวเองและพวกรอดแล้วก็น่าจะพอใจ คนอื่นจะเป็นยังไงก็ช่างมัน !!!

อ่านมาอาจจะเห็นแย้งว่า จะมาถามหาอะไรเยอะแยะจากหนังเด็ก คิดลึกไปมั้ย เยอะไปมั้ย คาดหวังมากไปรึเปล่า ก็ต้องบอกว่าจริงครับ (ฮ่า) อย่างที่บอกว่า ดิสนีย์วางหนังเรื่องนี้ไว้ชัดเจนมากว่าเป็นหนังเพื่อความบันเทิงเชิงการตลาดครอบครัว ไม่ได้ทำให้ผู้ใหญ่ดู แต่การที่หนังใส่ประเด็นต่างๆ เหล่านี้มาโดยที่ไม่ยอมทำอะไรกับมันจริงจัง มันทำให้คนดูที่จริงจังรู้สึกเหมือนได้นั่งฟังใครสักคนพูดเรื่องอะไรที่ดูเหมือนจะใหญ่โต จะพาเราไปสู่สิ่งใหม่ หรือความเข้าใจที่เข้มข้นแต่แท้จริงแล้ว เขาก็แค่หยิบเรื่องแบบนั้นมาพูดเพื่อให้เขาดูเท่ๆ แล้วก็กลวงเปล่าต่อไป เลยก็ต้องวิจารณ์กัน

แต่อย่างที่ว่า ถ้าคุณหาหนังสำหรับเด็ก เด็กน่าจะชอบนะครับ แต่มีฉากตกใจเยอะ ระวังหนูๆ สะดุ้งด้วย

Page https://www.facebook.com/maewginoreview/

วันอาทิตย์ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

The Martian หนังเสริมกำลังใจ ถ้านายแน่จริงนายต้องผ่านปัญหาไปให้ได้สิ (Spoiler)

เอาแบบฉบับย่อ ใครยังไม่ได้ดู ผมแนะนำครับ เป็นหนังที่เสริมกำลังใจสำหรับคนที่รู้สึกว่าชีวิตมันยากไปหมด ได้ดีมากๆ ดูแล้วมีพลังฮึดขึ้นมาอีกเยอะเลย หลังจากนี้ไปอาจจะมีสปอยล์นะครับ



โอเค มาว่ากัน Martian เป็นหนังที่ผมไม่คิดจะดูเลยเพราะว่า ดูจาก Trailer แล้วมันทำให้นึกไปถึงหนังแบบ Gravity มากๆ และตอนนั้น Gravity ก็พึ่งออกมาได้ไม่นาน ไม่เท่านั้น Matt Demon ก็พึ่งเล่น Interstellar ไปหมาดๆ เลยคิดว่าจะมีอะไรให้ดูกันนะ ก็เลยข้ามไป 

น้องซื้อดีวีดีมาดู โอว์ ขึ้นอันดับหนังที่ชอบเลยครับ ชอบทัศนคติของพระเอกมาก ตอนแรกผมหงุดหงิดพลางสงสัยนิดหน่อยว่า ทำไมเรื่องนี้ไม่มีความเป็น Ridley Scott เลย ภาพที่ฉูดฉาดก็ไม่มี ความอลังการแบบ Exodus Gods and Kings หรือ Kingdom of Heaven ก็ไม่มีให้เห็น หนังเล่าไปเรื่อยๆ มาก จนบางขณะเหมือนดูสารคดี จนพอดูไปเรื่อยๆ ถึงรู้ว่า นี่คือสิ่งที่ถูกออกแบบไว้ตั้งแต่ต้น 

Martian คือหนังชีวิตของผู้ชายคนหนึ่ง ที่ต้องต่อสู้ฝ่าฝันอุปสรรคเพื่อให้มีชีวิตรอด ซึ่งผมเชื่อว่าเป็นสิ่งที่ผู้คนส่วนใหญ่ของสังคม ประสบพบเจอกันอยู่ในชีวิตประจำวัน เพียงแต่ว่า หนังถูกย้ายไปสู่ ดาวอังคาร ไม่ใช่ในสังคมเมืองที่เราอยู่เท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นการเล่าเรื่องชีวิตให้ได้ผลที่สุดก็คือการเล่าไปแบบเรื่อยๆ ไม่ต้องแต่งเติมอะไรมา ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวมันจะติดน้ำเน่าไปซะเยอะ



แต่ผมไม่ได้บอกว่าหนังเรื่องนี้มีความสมจริงนะครับ หนังเรื่องนี้เป็นหนัง Feel Good ที่พยายามเล่าในรูปแบบที่ดูไม่แต่งเติม เพราะว่าสิ่งที่พระเอกเป็น ในแง่ทัศนคติที่ว่า ค่อยๆ แก้ปัญหาไป ไม่ย่อท้อ ไม่เวทนาตัวเอง ซึ่งทัศนคติที่ตรึงคนดูไว้ได้อยู่หมัด สำหรับผม มันมีลักษณะของ Utopia อยู่ประมาณหนึ่ง แตกต่างจาก Cast Away หรือ Gravity ที่ถึงแม้จะมีความแฟนตาซีสูงกว่า แต่มีความเป็นมนุษย์จริงๆ อยู่เยอะกว่า มันจะเป็นไปได้ยังไง สำหรับคนหนึ่งคนที่ไม่ได้เจอใครเลยเป็นเวลานานมาก แล้วจะไม่เกิดอาการจิตหลุดออกมา 

แต่ความไม่สมจริงของพระเอกนี่แหละคือสิ่งที่ผมชอบมากๆ ทัศนคติของพระเอก คือทัศนคติที่ทุกคนอยากเป็น (โดยเฉพาะคนที่ต้องเผชิญกับปัญหา) คือ ไม่หวั่นไหวไปกับอารมณ์ของตัวเอง สงบนิ่ง วางแผน คิดคำนวน ทำตามแผน โดยไม่ไหวติงไปกับสิ่งที่เกิดขึ้น ผมรู้สึกว่าตัวละครแบบพระเอก เป็นสิ่งที่คนสมัยนี้ที่ทุกคนต่างอยากจะเป็น Entrepreneur อยากจะมี อยากจะครอบครอง เป็นคุณลักษณะของผู้ชนะ คือการสามารถไปถึงเป้าหมาย โดยวางแผนและเพียรทำไปเรื่อยๆ 

จุดที่ทำให้ผมรู้สึกว่า Martian ประสบความสำเร็จโดยแท้จริง คือจุดที่เราไม่อยากให้พระเอกต้องตาย และไม่เท่านั้น เราไม่อยากให้ทุกคนที่ไปช่วยพระเอกต้องตายเหมือนกัน เราเป็นห่วงตัวละครต่างๆ ถ้าหนังทำได้แบบนี้ แสดงว่า วิธีการเล่าเรื่องที่แบบนิ่งๆ ที่วางแผนไว้ได้ผลมากๆ หนังไม่ได้เป็นแค่หนังที่ดูเพื่อความบันเทิงอีกต่อไปแล้ว แต่กลายมาเป็นเรื่องเล่าที่เราประทับใจ เข้าไปมีส่วนร่วม และ บางทีมันอาจจะเป็นกลายมาเป็นทัศนคติ ที่เรายึดถือ ในที่สุด 

ถ้าคุณเจอปัญหาในชีวิต ลองเอาวิธีแบบพระเอกไปใช้ดูครับ 
1. ไม่ดราม่ากับตัวเอง ตั้งมั่น อย่าปล่อยให้ตัวเองเอนไหวไปตามอารมณ์ 
2. คิดหาวิธีแก้ปัญหา ใช้ความรู้ที่มีทั้งหมด ประเมินสถานการณ์ ออกแบบ วิธีแก้ไข เลือกมัน 
3. ทำตามแผน อย่างใจเย็นๆ รอให้สิ่งที่วางแผนไว้มัน ทำหน้าที่ของมัน อย่าเปลี่ยนแผน อย่าหวันไหว 


เขียนไปเขียนมา นี่มัน Plan Do Check Action ที่เคยเรียนนี่หว่า ! 
หนังดีมากครับ ใครหมดกำลังใจแนะนำเลยครับ

Page https://www.facebook.com/maewginoreview/

วันศุกร์ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

รีวิว Beyond Earth เกม Civilization ที่เล่นง่ายที่สุดใน Series ไม่แย่เหมือนที่นักวิจารณว่า

ผมเป็นแฟน Civilization มาตั้งแต่ภาคสาม และก็เป็นเรื่อยมา เป็นเกมหนึ่งที่เล่นติด เล่นนาน และเล่นมั่วมาก (ฮ่า) ภาคที่ชอบที่สุดคือ ภาคสี่เพราะว่ามันคลาสสิคในแง่ เพลง Wonder และวิธีการนำเสนอของเกม เมื่อภาค 5 ออกมา ตอนนั้นไม่มีคอมพิวเตอร์ที่สเปคถึง เลยพึ่งได้มาเล่นจริงจังเมื่อสักปีที่แล้วนี่เอง รู้สึกดี แต่ก็ไม่ประทับใจเท่าภาคที่สี่ พอภาคใหม่ออกมา Beyond Earth ก็ไม่ได้สนใจมาก เพราะว่าสื่อทุกแขนง ประโคมว่ามันห่วยมาก รับไม่ได้ อีกทั้งหน้าฉาก มันยังเป็นสงครามนอกโลก ซึ่งผมดูแล้วไม่น่าใช่แนวก็เลย ไม่ได้ซื้อจนเมื่อ Steam มาลดราคา ไม่กี่วันที่ผ่านมา เห็นลดเยอะ แล้วยังสามารถคืนได้ถ้าไม่ชอบ เลยลองจัดดู ผมก็คือ ผมชอบเกมนี้มากครับ !


สำหรับคนที่ไม่เคยเล่นขอเกริ่นนิดๆ ว่า CIV เป็นเกมแนวผลัดกันเดินเหมือนหมากรุกที่มีผู้เล่นได้ถึง 8 คน ที่ให้คุณเริ่มต้นพัฒนาชนชาติของคุณตั้งแต่เกิดอารยธรรมไปจนคว้าชัยชนะได้ โดยเงื่อนไขของชัยชนะมีหลายแบบเช่น ยึดเมืองหลวงของคู่แข่งทั้ง 8 ให้หมด หรือสร้างสิ่งมหัศจรรย์สุดยอดได้ก่อน คิดง่ายๆ ว่ามันเหมือนหมากรุกก็ได้ครับ แต่มันมีความซัลซ้อนกว่าเพราะว่า คุณต้อง ตัดสินใจหลายอย่างตั้งแต่สร้างสิ่งก่อสร้างในเมือง, คิดเรื่องเทคโนโลยีว่าจะวิจัยอะไร, สร้าง Unit อะไรดี เช่นคนงาน หรือทหาร, ตัดสินใจทางการฑูตเช่นเปิดพรหมแดน, ทำสงคราม, จารกรรมข้อมูล, เปลี่ยนศาสนา และอื่นๆ อีกมากมาย จะเห็นว่ามันยุ่งเหยิงมาก เพราะฉะนั้นเกมเลยใช้เวลานานในการเล่น เร็วที่สุดที่น่าจะจบได้คือประมาณ 200 Turns ซึ่งน่าจะกินเวลาไปประมาณ 4 ชั่วโมง


หลังจากเล่นแบบติดต่อกันต่อเนื่องไม่หยุดไม่ยั้งนอนตีสองตีสาม (ไม่ไหวนะ) พบว่าสาเหตุที่ชอบมีดังนี้ครับ

1. เกมเข้าใจง่ายมาก พวก Interface ออกแบบมาดีมากเข้าใจง่าย - เหมือนที่ผมเกริ่นไว้ คือก่อนหน้านี้การเล่น Civilization มันมีความมั่วอยู่เยอะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงหลังๆ ที่เราจะพัฒนาอะไรดีเพื่อจะเอาชนะ แล้ววิธีการชนะมันก็ไม่ได้บอกแบบชัดๆ ตรงไปตรงมา แต่พอภาค Beyond Earth มันบอกหมดเลย ว่าชนะด้วยเงื่อนไขต่างๆ ต้องสร้างอะไร วิจัยอะไรบ้าง และ ที่ชอบมากคือ ระบบ Help ของมันดีขึ้นมาก เหมือน Google คือสามารถเปิดค้นหาคำต่างๆ ที่งง และ มีลิงค์ต่อไปว่า อยากได้ Unit นี้ต้องสร้างอะไรบ้าง นี่เป็นเกมแรกใน Series ที่ทำให้ผม เข้าใจแจ่มแจ้งว่าระบบต่างๆ เช่น Culture, Health, Solar Energy (เงิน) มันเชื่อมต่อกันยังไง และเราควรเน้นการเล่นไปในทางไหนเพื่อที่จะชนะ

2. ระบบการปกครองที่เข้าใจง่าย และเห็นผลชัดๆ คือก่อนหน้านี้ ในภาคเก่าๆ มันก็มีทั้งระบบ ศาสนา การปกครอง แต่ผมก็งงๆ ว่ามันเชื่อมกันยังไงกับการจะเอาชนะหรือแพ้ในเกม แต่ภาคนี้เหลือระบบการปกครองที่เรียกว่า Affinity ซึ่งคือปรัชญาในการพัฒนา อารยธรรม มีสามแนว คือแบบ หลอมรวมกับ Alien (Harmony), เลือกบางอย่างและยังมีความเป็นมนุษย์ไว้บางอย่าง (จำชื่อไม่ได้ประมาณ Supremacy), และ แบบเน้นมนุษย์เลย (Purity) การเลือกแนวทางใด แนวทางหนึ่งส่งผลชัดเจนต่อลักษณะของ Unit ซึ่งพอเล่นไปเรื่อยๆ Unit ของเราจะเปลี่ยนไป แบบชัดๆ รวมไปถึงการคงทนต่อสภาพแวดล้อม (ผมเล่นสาย Harmony) และส่งผลถึงเมืองของเราเช่น Health เพิ่ม

3. การพัฒนา Research แบบเป็นเครือข่าย - ทำให้เกมสนุกขึ้น มีทางเลือกที่หลากหลาย ไม่บังคับกันเกินไป (พอผมกลับไปเล่น CIV5 ผมไม่อินกับระบบ Technology แบบเส้นตรงอีกแล้ว

4. เราเลือกสร้างลักษณะของชนชาติของเราเองได้ เพราะฉะนั้นการเลือกลักษณะแบบนี้ทำให้เราตั้งมั่นแต่ต้นว่า เราจะเล่นแนวนี้เลย เช่นผมเน้นขยายเมืองไปเรื่อยๆ และเน้นการชนะแบบ Transcendence เพราะ ฉะนั้นตอนเลือกชนชาติ เลยเน้นเกี่ยวกับ Culture เป็นหลัก ใครเน้นเล่นทางไหนก็เน้นค่าลักษณะไปในทางนั้นได้ครับ



ดูข้อดีกันไปละ มาดูข้อเสียกันบ้าง

1. การฑูตพร่องไปมากในภาคนี้ - อย่างจะคล้ายๆ กับที่หลายสำนักรีวิวว่าไว้คือ สไตล์การเล่นของแต่ละผู้นำเหมือนกันไปหมด เราไม่มี คานธี หรือ ซีซ่าร์ ที่มีลักษณะนิสัยชัดเจนและผมรู้สึกว่าการฑูตไม่ต้องต่อรองอะไรเท่าไหร่ ไม่ต้องวางแผน เสี้ยมใครให้เกลียดใคร หรือไป Pact กับใครเหมือนภาคเก่า (เพราะไม่รู้มันจะเชื่อได้แค่ไหน) ที่เห็นใช้ได้คือระบบโจรกรรมที่ทำเงินให้ได้เป็นกอบเป็นกรรม (ฮ่า)

2. รู้สึกการเลือกสาย Affinity เหมือนเป็นการบังคับสไตล์การเล่นไปกลายๆ เช่นผมเล่น Harmony และ เน้น Culture เหมือนว่าวิธีที่เกมบอกอย่างกลายๆ คือ ถ้าอยากจะชนะต้องไปวิธีแบบ Transcendence ซึ่งอาจจะทำให้มันเหมือนเราไม่ได้คิดเอง ตัดสินใจเอง แต่เกมเป็นคนตัดสินใจให้ตั้งแต่เริ่มต้นนิดๆ เหมือนถูกวางไว้แล้ว ซึ่งผมคิดว่าสาย ฮาร์ดคอร์อาจจะไม่ชอบ

สัตว์ประหลาด และ การอับค่าป้องกันเมืองจนตียาก - อันนี้แล้วแต่คน ผมชอบสัตว์ประหลาดเพ่นพ่าน และมันฆ่าเราได้ง่ายมากๆ ในช่วงแรกๆ เพราะว่า มันได้อารมณ์แบบเราไปดาวดวงอื่นจริงๆ ทำอะไรไม่รอบคอบโดนเล่นแน่นอน (ผมเสีย Colonist ไปหลายตัวมากในช่วงการเล่นแรกๆ) ส่วนเรื่องเมืองแข็งแรงเกินไปมั้ยนี่ก็อาจใช่ ถ้าเราเน้นสายตีอาจไม่ชอบ พอดีผมเล่นสายรับ เลยชอบ (ฮ่า)

สรุป ผมเชื่อว่าใครที่ไม่เคยเล่น CIV เลย แล้วอยากเริ่มเล่น ผมว่าภาคนี้เป็นภาคที่ดีในการเริ่มต้นครับ เพราะว่าอธิบายทุกอย่างชัดเคลียร์ จะได้เห็นการเชื่อมโยงกันระหว่างสิ่งต่างๆ ในเกม ผมแนะนำมากๆ เกมยังคงลักษณะของการเล่นแล้วติดหนึบไว้อย่างเต็มที่ สำหรับเกมสั้น ใช้เวลาประมาณ 4-5 ชั่วโมงเพราะฉะนั้นเตรียมไว้เลย แต่ในทางกลับกัน ใครที่เป็นสายฮาร์ดคอร์ ผมเชื่อว่าต้องไม่ค่อยชอบเกมนี้เท่าไหร่ เพราะว่ามันดูเบาๆ เกินไป ถ้าเทียบกับภาคที่ผ่านๆ มา มันอาจจะลึกกว่านี้



ผมกำลังพิจารณาอย่างยิ่งยวดว่า จะถอย Rising Tide ดีมั้ย เหลืออีกไม่กี่ชั่วโมงแล้วใน Steam Sale แต่มันลดแค่ 25% สงสัยไปจัด Age of Wonders 3 หรือ Starships ดีกว่า ฮา

ชอบคุณที่อ่านกันมาจนจบครับ

Page https://www.facebook.com/maewginoreview/